วิธีตั้งราคาส่ง 7 แบบ ที่ใช้ได้จริงปี 2026
เคยไหม? ตั้งราคาส่งไปแล้ว ลูกค้าก็ดีใจ แต่พอปิดบัญชีปลายเดือน กลับเหนื่อยใจเพราะกำไรหาย ปัญหานี้เกิดกับเจ้าของร้านค้าส่งจำนวนมาก เพราะ "ราคาส่ง" ไม่ได้แปลว่าแค่ "ถูกกว่าปลีก" แต่ต้องคำนวณให้ครบทั้งต้นทุน ค่าดำเนินการ และกำไรที่ต้องการ
บทความนี้รวบรวม 7 วิธีตั้งราคาขายส่ง พร้อมสูตรคำนวณ ตัวอย่างจริง และ checklist ก่อนตั้งราคา อ่านจบแล้วนำไปใช้ได้เลย
ทำไมการตั้งราคาส่งถึงสำคัญ?
ร้านค้าปลีกทั่วไปขายทีละชิ้น กำไรต่อชิ้นสูง แต่ขายได้น้อย ส่วนร้านค้าส่งขายเป็นโหล เป็นลัง กำไรต่อชิ้นน้อยลง แต่ขายได้มากกว่ามาก ถ้าตั้งราคาพลาด ยิ่งขายมาก ยิ่งขาดทุนมาก
ปัจจัยที่มักถูกลืมเมื่อตั้งราคาส่ง ได้แก่:
- ต้นทุนสินค้า (ราคาซื้อ + ค่าขนส่ง)
- ค่าดำเนินการ (คลังสินค้า, พนักงาน, ไฟฟ้า)
- ค่าเงินเชื่อ (ลูกค้าส่วนใหญ่จ่ายเชื่อ)
- ค่าสูญเสียสต็อก (สินค้าหมดอายุ, เสียหาย)
- ภาษี (ถ้ามี)
7 วิธีตั้งราคาขายส่ง
1. Cost-Plus Pricing — บวกกำไรตรงๆ
วิธีที่ง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด คือเอาต้นทุนมาบวกกำไรที่ต้องการ
ตัวอย่าง: น้ำดื่ม
| รายการ | ราคา |
|---|---|
| ต้นทุนต่อขวด | ฿6.00 |
| ต้องการกำไร 20% | ฿1.20 |
| ราคาส่ง (ต่อขวด) | ฿7.20 |
ข้อดี: คำนวณง่าย ควบคุมกำไรได้ชัดเจน
ข้อเสีย: ไม่ได้คำนึงถึงราคาตลาดและคู่แข่ง
2. Tiered Pricing — ยิ่งซื้อมาก ยิ่งถูก
กำหนดราคาหลายระดับตามจำนวนที่ซื้อ เป็นวิธียอดนิยมสำหรับร้านค้าส่งในไทย เพราะกระตุ้นให้ลูกค้าสั่งมากขึ้น
| จำนวน | ราคาต่อชิ้น | หน่วย |
|---|---|---|
| 1–11 ชิ้น | ฿10.00 | ราคาปลีก |
| 12 ชิ้น (1 โหล) | ฿8.50 | รวมโหลละ ฿102 |
| 48 ชิ้น (1 ลัง) | ฿7.00 | รวมลังละ ฿336 |
ระบบ POS อย่าง Costra รองรับราคาส่งแบบ Tiered โดยอัตโนมัติ เมื่อลูกค้าซื้อครบเงื่อนไขจำนวน ระบบจะคำนวณราคาให้เองทันที ไม่ต้องจำหรือคิดเอง
3. Bundle Pricing — ราคาชุด
กำหนดราคาต่อชุด เช่น "โหล 12 ขวด ราคา 110 บาท" แทนที่จะคิดทีละชิ้น เหมาะสำหรับสินค้าที่มักซื้อเป็นชุด เช่น ขนม เครื่องดื่ม ของใช้ในครัวเรือน
ตัวอย่าง: บิสกิต ปลีกชิ้นละ 15 บาท ต้องการขายชุด 12 ชิ้น ลด 15% = 153 บาท/โหล (แทนที่ปลีก 180 บาท)
4. Competitive Pricing — ตามตลาด
สำรวจราคาคู่แข่งในตลาดก่อน แล้วตั้งราคาให้แข่งขันได้ อาจต่ำกว่าเล็กน้อย เท่ากัน หรือสูงกว่าหากสินค้ามีจุดเด่น
เคล็ดลับ: สำรวจราคาตลาดผ่าน LINE กลุ่มค้าส่ง, Lazada B2B, หรือโทรถามเพื่อนร้านค้าที่ไว้วางใจ
ข้อควรระวัง: ถ้าตั้งราคาตามตลาดโดยไม่คำนวณต้นทุน อาจขายต่ำกว่าต้นทุนโดยไม่รู้ตัว
5. Value-Based Pricing — ตามคุณค่าที่ลูกค้าได้รับ
ตั้งราคาตามคุณค่าที่ลูกค้ารับรู้ ไม่ใช่แค่ต้นทุน เหมาะสำหรับสินค้าพรีเมียม สินค้าแบรนด์ หรือสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ
ตัวอย่าง: น้ำผลไม้ออร์แกนิค ต้นทุน 25 บาท แต่ลูกค้ายินดีจ่าย 55 บาท เพราะแบรนด์และคุณภาพ ราคาส่งตั้งที่ 40 บาท ยังกำไรดี
6. Penetration Pricing — ราคาเจาะตลาด
ตั้งราคาต่ำในช่วงแรกเพื่อดึงลูกค้าใหม่ แล้วค่อยๆ ปรับขึ้นเมื่อลูกค้าติดใจ เหมาะสำหรับสินค้าใหม่หรือเพิ่งเปิดร้าน
ข้อควรระวัง: ต้องมีกำไรขั้นต่ำเพียงพอให้อยู่รอดในช่วงนี้ และต้องมีแผนปรับราคาขึ้นในอนาคต
7. Psychological Pricing — ราคาจิตวิทยา
ใช้ตัวเลขที่ดูน้อยกว่าความเป็นจริง เช่น ตั้งที่ 99 บาทแทน 100 บาท, 990 แทน 1,000 ใช้ได้ดีกับสินค้าปลีก แต่ในตลาดค้าส่งที่ซื้อเป็นจำนวนมาก ความแตกต่างนี้สะสมได้มาก
| รูปแบบ | ราคา | ผลต่างต่อลัง (48 ชิ้น) |
|---|---|---|
| ราคาปกติ | ฿10.00 | ฿480 |
| Psychological | ฿9.90 | ฿475.20 (ต่างกัน ฿4.80) |
สูตรคำนวณกำไรที่ต้องรู้
ก่อนตั้งราคา ต้องรู้ว่าต้นทุนจริงของคุณคืออะไร และต้องการกำไรเท่าไหร่
ต้นทุนต่อชิ้นที่แท้จริง
Gross Margin (กำไรขั้นต้น)
ตัวอย่าง: ขายส่งขวดน้ำ 7.20 บาท ต้นทุน 6.00 บาท = Gross Margin 16.7%
Break-Even Point
ตัวอย่างสรุปต้นทุน: ร้านขายส่งเครื่องดื่ม
| รายการต้นทุน | ต่อเดือน | ต่อชิ้น (ขาย 5,000 ชิ้น) |
|---|---|---|
| ราคาซื้อสินค้า | ฿30,000 | ฿6.00 |
| ค่าขนส่งเข้า | ฿2,000 | ฿0.40 |
| ค่าเช่าคลัง + ค่าน้ำไฟ | ฿3,500 | ฿0.70 |
| ค่าพนักงาน | ฿5,000 | ฿1.00 |
| ต้นทุนรวมต่อชิ้น | ฿40,500 | ฿8.10 |
ดังนั้น ราคาส่งขั้นต่ำที่ไม่ขาดทุน = ฿8.10 ต่อชิ้น
Checklist ก่อนตั้งราคาส่ง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ควรตั้งราคาส่งต่ำกว่าปลีกเท่าไหร่?
A: ไม่มีกฎตายตัว แต่โดยทั่วไปราคาส่งอยู่ที่ 60–80% ของราคาปลีก ขึ้นกับ Margin ของสินค้า ต้นทุนการดำเนินการ และคู่แข่ง สิ่งสำคัญคือ Margin ต้องไม่ต่ำกว่าที่กำหนดไว้
Q: ถ้าลูกค้าต่อราคา ควรลดไหม?
A: ลดได้ถ้าอยู่ในกรอบ Minimum Margin แต่ควรมีเงื่อนไข เช่น ต้องสั่งขั้นต่ำเพิ่มขึ้น หรือชำระเงินสด ไม่ควรลดโดยไม่มีเหตุผล เพราะจะเป็น precedent ให้ลูกค้ารายอื่นทำเช่นกัน
Q: จะรู้ได้อย่างไรว่าราคาส่งที่ตั้งนั้น "ถูกต้อง"?
A: ดูจาก 3 ตัวชี้วัด: (1) Gross Margin อยู่ในเป้าหมาย (2) ลูกค้ายอมรับราคาและสั่งซื้อซ้ำ (3) กำไรสุทธิปลายเดือนเป็นบวก ถ้า 3 ข้อนี้ผ่าน แสดงว่าราคาใช้ได้
Q: ระบบ POS ช่วยเรื่องราคาส่งได้อย่างไร?
A: ระบบ POS ที่ดีอย่าง Costra รองรับการตั้งราคาส่งหลายระดับ เมื่อลูกค้าซื้อครบจำนวน ระบบจะเปลี่ยนราคาอัตโนมัติ ไม่ต้องคิดเอง ลดความผิดพลาด และยังมีรายงานกำไรต่อสินค้าให้ทบทวนราคาได้ตลอดเวลา
Q: ถ้าต้นทุนสินค้าขึ้น ควรปรับราคาส่งทันทีไหม?
A: ควรปรับ แต่แจ้งลูกค้าล่วงหน้า 7–14 วัน และอธิบายเหตุผลชัดเจน ลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจถ้าราคาตลาดขึ้นจริง การไม่แจ้งล่วงหน้าและปรับทันทีจะทำลายความไว้วางใจ
สรุป
การตั้งราคาส่งที่ดีไม่ใช่แค่ "ลดจากปลีก" แต่ต้องคำนวณจากต้นทุนจริง กำหนด Margin ขั้นต่ำ และปรับให้แข่งขันได้กับตลาด ทั้ง 7 วิธีที่แนะนำสามารถใช้รวมกันได้ตามลักษณะสินค้าและกลุ่มลูกค้า
ที่สำคัญที่สุด: ทบทวนราคาสม่ำเสมอ เพราะต้นทุนและตลาดเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ระบบ POS ที่ดีจะช่วยให้คุณเห็นกำไรต่อสินค้าและตัดสินใจปรับราคาได้อย่างมั่นใจ
ลองใช้ Costra POS ฟรี — รองรับราคาส่งหลายระดับอัตโนมัติ
ตั้งราคาส่งได้ไม่จำกัดระดับ ระบบคิดให้เองเมื่อลูกค้าซื้อครบจำนวน ไม่ต้องคิดเอง ไม่พลาดราคา
เริ่มต้นฟรี — ไม่มีค่าใช้จ่าย