C
Costra Team
·20 เมษายน 2026·อ่าน 8 นาที

วิธีตั้งราคาส่ง 7 แบบ ที่ใช้ได้จริงปี 2026

เคยไหม? ตั้งราคาส่งไปแล้ว ลูกค้าก็ดีใจ แต่พอปิดบัญชีปลายเดือน กลับเหนื่อยใจเพราะกำไรหาย ปัญหานี้เกิดกับเจ้าของร้านค้าส่งจำนวนมาก เพราะ "ราคาส่ง" ไม่ได้แปลว่าแค่ "ถูกกว่าปลีก" แต่ต้องคำนวณให้ครบทั้งต้นทุน ค่าดำเนินการ และกำไรที่ต้องการ

บทความนี้รวบรวม 7 วิธีตั้งราคาขายส่ง พร้อมสูตรคำนวณ ตัวอย่างจริง และ checklist ก่อนตั้งราคา อ่านจบแล้วนำไปใช้ได้เลย


ทำไมการตั้งราคาส่งถึงสำคัญ?

ร้านค้าปลีกทั่วไปขายทีละชิ้น กำไรต่อชิ้นสูง แต่ขายได้น้อย ส่วนร้านค้าส่งขายเป็นโหล เป็นลัง กำไรต่อชิ้นน้อยลง แต่ขายได้มากกว่ามาก ถ้าตั้งราคาพลาด ยิ่งขายมาก ยิ่งขาดทุนมาก

ปัจจัยที่มักถูกลืมเมื่อตั้งราคาส่ง ได้แก่:

  • ต้นทุนสินค้า (ราคาซื้อ + ค่าขนส่ง)
  • ค่าดำเนินการ (คลังสินค้า, พนักงาน, ไฟฟ้า)
  • ค่าเงินเชื่อ (ลูกค้าส่วนใหญ่จ่ายเชื่อ)
  • ค่าสูญเสียสต็อก (สินค้าหมดอายุ, เสียหาย)
  • ภาษี (ถ้ามี)

7 วิธีตั้งราคาขายส่ง

1. Cost-Plus Pricing — บวกกำไรตรงๆ

วิธีที่ง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด คือเอาต้นทุนมาบวกกำไรที่ต้องการ

ราคาส่ง = ต้นทุนต่อชิ้น × (1 + อัตรากำไรที่ต้องการ)

ตัวอย่าง: น้ำดื่ม

รายการราคา
ต้นทุนต่อขวด฿6.00
ต้องการกำไร 20%฿1.20
ราคาส่ง (ต่อขวด)฿7.20

ข้อดี: คำนวณง่าย ควบคุมกำไรได้ชัดเจน
ข้อเสีย: ไม่ได้คำนึงถึงราคาตลาดและคู่แข่ง

2. Tiered Pricing — ยิ่งซื้อมาก ยิ่งถูก

กำหนดราคาหลายระดับตามจำนวนที่ซื้อ เป็นวิธียอดนิยมสำหรับร้านค้าส่งในไทย เพราะกระตุ้นให้ลูกค้าสั่งมากขึ้น

จำนวนราคาต่อชิ้นหน่วย
1–11 ชิ้น฿10.00ราคาปลีก
12 ชิ้น (1 โหล)฿8.50รวมโหลละ ฿102
48 ชิ้น (1 ลัง)฿7.00รวมลังละ ฿336

ระบบ POS อย่าง Costra รองรับราคาส่งแบบ Tiered โดยอัตโนมัติ เมื่อลูกค้าซื้อครบเงื่อนไขจำนวน ระบบจะคำนวณราคาให้เองทันที ไม่ต้องจำหรือคิดเอง

3. Bundle Pricing — ราคาชุด

กำหนดราคาต่อชุด เช่น "โหล 12 ขวด ราคา 110 บาท" แทนที่จะคิดทีละชิ้น เหมาะสำหรับสินค้าที่มักซื้อเป็นชุด เช่น ขนม เครื่องดื่ม ของใช้ในครัวเรือน

ราคาชุด = (ราคาปลีก × จำนวนในชุด) × (1 - ส่วนลด%)

ตัวอย่าง: บิสกิต ปลีกชิ้นละ 15 บาท ต้องการขายชุด 12 ชิ้น ลด 15% = 153 บาท/โหล (แทนที่ปลีก 180 บาท)

4. Competitive Pricing — ตามตลาด

สำรวจราคาคู่แข่งในตลาดก่อน แล้วตั้งราคาให้แข่งขันได้ อาจต่ำกว่าเล็กน้อย เท่ากัน หรือสูงกว่าหากสินค้ามีจุดเด่น

เคล็ดลับ: สำรวจราคาตลาดผ่าน LINE กลุ่มค้าส่ง, Lazada B2B, หรือโทรถามเพื่อนร้านค้าที่ไว้วางใจ

ข้อควรระวัง: ถ้าตั้งราคาตามตลาดโดยไม่คำนวณต้นทุน อาจขายต่ำกว่าต้นทุนโดยไม่รู้ตัว

5. Value-Based Pricing — ตามคุณค่าที่ลูกค้าได้รับ

ตั้งราคาตามคุณค่าที่ลูกค้ารับรู้ ไม่ใช่แค่ต้นทุน เหมาะสำหรับสินค้าพรีเมียม สินค้าแบรนด์ หรือสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ

ตัวอย่าง: น้ำผลไม้ออร์แกนิค ต้นทุน 25 บาท แต่ลูกค้ายินดีจ่าย 55 บาท เพราะแบรนด์และคุณภาพ ราคาส่งตั้งที่ 40 บาท ยังกำไรดี

6. Penetration Pricing — ราคาเจาะตลาด

ตั้งราคาต่ำในช่วงแรกเพื่อดึงลูกค้าใหม่ แล้วค่อยๆ ปรับขึ้นเมื่อลูกค้าติดใจ เหมาะสำหรับสินค้าใหม่หรือเพิ่งเปิดร้าน

ข้อควรระวัง: ต้องมีกำไรขั้นต่ำเพียงพอให้อยู่รอดในช่วงนี้ และต้องมีแผนปรับราคาขึ้นในอนาคต

7. Psychological Pricing — ราคาจิตวิทยา

ใช้ตัวเลขที่ดูน้อยกว่าความเป็นจริง เช่น ตั้งที่ 99 บาทแทน 100 บาท, 990 แทน 1,000 ใช้ได้ดีกับสินค้าปลีก แต่ในตลาดค้าส่งที่ซื้อเป็นจำนวนมาก ความแตกต่างนี้สะสมได้มาก

รูปแบบราคาผลต่างต่อลัง (48 ชิ้น)
ราคาปกติ฿10.00฿480
Psychological฿9.90฿475.20 (ต่างกัน ฿4.80)

สูตรคำนวณกำไรที่ต้องรู้

ก่อนตั้งราคา ต้องรู้ว่าต้นทุนจริงของคุณคืออะไร และต้องการกำไรเท่าไหร่

ต้นทุนต่อชิ้นที่แท้จริง

ต้นทุนต่อชิ้น = (ราคาซื้อ + ค่าขนส่ง + ค่าดำเนินการ) ÷ จำนวนสินค้า

Gross Margin (กำไรขั้นต้น)

Gross Margin % = (ราคาขาย - ต้นทุน) ÷ ราคาขาย × 100

ตัวอย่าง: ขายส่งขวดน้ำ 7.20 บาท ต้นทุน 6.00 บาท = Gross Margin 16.7%

Break-Even Point

จุดคุ้มทุน = ค่าใช้จ่ายคงที่ต่อเดือน ÷ (ราคาขาย - ต้นทุนแปรผัน)

ตัวอย่างสรุปต้นทุน: ร้านขายส่งเครื่องดื่ม

รายการต้นทุนต่อเดือนต่อชิ้น (ขาย 5,000 ชิ้น)
ราคาซื้อสินค้า฿30,000฿6.00
ค่าขนส่งเข้า฿2,000฿0.40
ค่าเช่าคลัง + ค่าน้ำไฟ฿3,500฿0.70
ค่าพนักงาน฿5,000฿1.00
ต้นทุนรวมต่อชิ้น฿40,500฿8.10

ดังนั้น ราคาส่งขั้นต่ำที่ไม่ขาดทุน = ฿8.10 ต่อชิ้น

Checklist ก่อนตั้งราคาส่ง

คำนวณต้นทุนต่อชิ้นครบทุกรายการ (ซื้อ + ขนส่ง + ดำเนินการ)
กำหนด Minimum Margin ที่ยอมรับได้ (เช่น 15% ขั้นต่ำ)
สำรวจราคาคู่แข่งในตลาดเดียวกัน
กำหนดระดับชั้นราคา (ปลีก / ส่ง / ส่งมาก)
กำหนดเงื่อนไขจำนวนขั้นต่ำแต่ละระดับ
ทดสอบกับลูกค้าประจำ 2-3 รายก่อนประกาศราคาทั่วไป
ตรวจสอบกำไรหลังหักต้นทุนเงินเชื่อ (ถ้ามี)
ทบทวนราคาทุก 3 เดือน หรือเมื่อต้นทุนเปลี่ยน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ควรตั้งราคาส่งต่ำกว่าปลีกเท่าไหร่?

A: ไม่มีกฎตายตัว แต่โดยทั่วไปราคาส่งอยู่ที่ 60–80% ของราคาปลีก ขึ้นกับ Margin ของสินค้า ต้นทุนการดำเนินการ และคู่แข่ง สิ่งสำคัญคือ Margin ต้องไม่ต่ำกว่าที่กำหนดไว้

Q: ถ้าลูกค้าต่อราคา ควรลดไหม?

A: ลดได้ถ้าอยู่ในกรอบ Minimum Margin แต่ควรมีเงื่อนไข เช่น ต้องสั่งขั้นต่ำเพิ่มขึ้น หรือชำระเงินสด ไม่ควรลดโดยไม่มีเหตุผล เพราะจะเป็น precedent ให้ลูกค้ารายอื่นทำเช่นกัน

Q: จะรู้ได้อย่างไรว่าราคาส่งที่ตั้งนั้น "ถูกต้อง"?

A: ดูจาก 3 ตัวชี้วัด: (1) Gross Margin อยู่ในเป้าหมาย (2) ลูกค้ายอมรับราคาและสั่งซื้อซ้ำ (3) กำไรสุทธิปลายเดือนเป็นบวก ถ้า 3 ข้อนี้ผ่าน แสดงว่าราคาใช้ได้

Q: ระบบ POS ช่วยเรื่องราคาส่งได้อย่างไร?

A: ระบบ POS ที่ดีอย่าง Costra รองรับการตั้งราคาส่งหลายระดับ เมื่อลูกค้าซื้อครบจำนวน ระบบจะเปลี่ยนราคาอัตโนมัติ ไม่ต้องคิดเอง ลดความผิดพลาด และยังมีรายงานกำไรต่อสินค้าให้ทบทวนราคาได้ตลอดเวลา

Q: ถ้าต้นทุนสินค้าขึ้น ควรปรับราคาส่งทันทีไหม?

A: ควรปรับ แต่แจ้งลูกค้าล่วงหน้า 7–14 วัน และอธิบายเหตุผลชัดเจน ลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจถ้าราคาตลาดขึ้นจริง การไม่แจ้งล่วงหน้าและปรับทันทีจะทำลายความไว้วางใจ

สรุป

การตั้งราคาส่งที่ดีไม่ใช่แค่ "ลดจากปลีก" แต่ต้องคำนวณจากต้นทุนจริง กำหนด Margin ขั้นต่ำ และปรับให้แข่งขันได้กับตลาด ทั้ง 7 วิธีที่แนะนำสามารถใช้รวมกันได้ตามลักษณะสินค้าและกลุ่มลูกค้า

ที่สำคัญที่สุด: ทบทวนราคาสม่ำเสมอ เพราะต้นทุนและตลาดเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ระบบ POS ที่ดีจะช่วยให้คุณเห็นกำไรต่อสินค้าและตัดสินใจปรับราคาได้อย่างมั่นใจ

ลองใช้ Costra POS ฟรี — รองรับราคาส่งหลายระดับอัตโนมัติ

ตั้งราคาส่งได้ไม่จำกัดระดับ ระบบคิดให้เองเมื่อลูกค้าซื้อครบจำนวน ไม่ต้องคิดเอง ไม่พลาดราคา

เริ่มต้นฟรี — ไม่มีค่าใช้จ่าย