C
Costra Team
·20 เมษายน 2026·อ่าน 6 นาที

สต็อก FIFO คืออะไร? วิธีจัดการสต็อกร้านค้าไม่ให้ของเสีย

เคยเจอไหม? เปิดกล่องสินค้ามาแล้วพบว่าหมดอายุไปแล้ว หรือสินค้าล็อตใหม่ถูกนำออกขายก่อน ทั้งที่ล็อตเก่ายังค้างอยู่ในคลัง ปัญหาเหล่านี้แก้ได้ด้วย ระบบ FIFO — หลักการจัดการสต็อกที่ร้านค้าและโกดังทั่วโลกใช้กัน

บทความนี้อธิบาย FIFO คืออะไร ทำงานอย่างไร ข้อดีข้อเสีย และวิธีนำไปใช้จริงในร้านค้าของคุณ


FIFO คืออะไร?

FIFO ย่อมาจาก First In, First Out แปลตรงๆ ว่า "เข้าก่อน ออกก่อน" หมายความว่า สินค้าที่รับเข้าคลังก่อน จะถูกนำออกขายก่อน

เปรียบได้กับ supermarket ที่เอาสินค้าใหม่ไว้ด้านหลัง และดันสินค้าเก่ามาด้านหน้าให้ลูกค้าหยิบก่อน นั่นแหละคือ FIFO

FIFO vs LIFO

หลักการคำอธิบายเหมาะกับ
FIFOเข้าก่อน ออกก่อนสินค้ามีวันหมดอายุ, อาหาร, เครื่องดื่ม
LIFOเข้าหลัง ออกก่อนของใช้ไม่หมดอายุ (ไม่แนะนำในไทย)
Average Costต้นทุนเฉลี่ยสินค้าที่ราคาต้นทุนเปลี่ยนบ่อย

ในประเทศไทย กรมสรรพากรแนะนำให้ใช้ FIFO หรือ Average Cost สำหรับการคิดต้นทุนสินค้า โดยเฉพาะธุรกิจที่มีสินค้ามีอายุ

ทำไมต้องใช้ FIFO?

เหตุผลหลักที่ร้านค้าควรใช้ FIFO มี 4 ข้อ:

1. ลดของเสีย ลดของหมดอายุ

สินค้าอาหาร เครื่องดื่ม ยา เครื่องสำอาง ล้วนมีวันหมดอายุ ถ้าขายสินค้าใหม่ก่อน สินค้าเก่าจะค้างอยู่จนหมดอายุ กลายเป็นของเสียที่ต้องทิ้ง ซึ่งเท่ากับขาดทุนโดยตรง

ตัวอย่าง: ร้านชำขายนมกล่อง

รับนมล็อต A เข้า 100 กล่อง (หมดอายุ 1 พ.ค.) ต่อมารับล็อต B อีก 100 กล่อง (หมดอายุ 15 พ.ค.) ถ้าไม่ใช้ FIFO และหยิบล็อต B ขายก่อน ล็อต A จะหมดอายุก่อนขายหมด = สูญเสีย 100 กล่อง × ราคาต้นทุน

2. ต้นทุนสินค้าถูกต้องแม่นยำ

FIFO ช่วยให้รู้ว่าสินค้าที่ขายออกไปมีต้นทุนเท่าไหร่จริงๆ เพราะสินค้าแต่ละล็อตอาจซื้อมาราคาต่างกัน การบันทึกต้นทุนตามล็อตจริงทำให้คำนวณกำไรได้แม่นยำกว่าใช้ราคาเฉลี่ย

3. สต็อกที่เหลือมีมูลค่าสูงกว่า

เมื่อใช้ FIFO สินค้าที่เหลือในคลังจะเป็นล็อตที่ซื้อมาล่าสุด ซึ่งมักมีราคาซื้อสูงกว่าล็อตเก่า มูลค่าสินค้าคงเหลือในบัญชีจึงสะท้อนราคาตลาดปัจจุบันได้ดีกว่า

4. ลดข้อพิพาทและเพิ่มความน่าเชื่อถือ

มีการบันทึกชัดเจนว่าสินค้าแต่ละล็อตซื้อมาเมื่อไหร่ ราคาเท่าไหร่ ขายไปเมื่อไหร่ ซึ่งช่วยในการตรวจสอบบัญชี การยื่นภาษี และการแก้ปัญหากรณีสินค้ามีปัญหา

วิธีทำ FIFO ในร้านค้า

วิธีที่ 1: จัดเรียงสินค้าด้วยมือ (Manual FIFO)

วิธีพื้นฐานที่สุด คือจัดเรียงสินค้าในชั้นวางให้สินค้าเก่าอยู่ด้านหน้า สินค้าใหม่อยู่ด้านหลัง เหมาะสำหรับร้านเล็กที่มีสินค้าไม่มาก

ข้อควรระวัง: ต้องฝึกพนักงานทุกคนให้ทำตามขั้นตอนนี้สม่ำเสมอ ถ้าพนักงานหยิบสินค้าสุ่มโดยไม่สนใจ FIFO ก็ไม่มีประโยชน์

วิธีที่ 2: ติดฉลากวันรับสินค้า

ติดสติกเกอร์บนสินค้าทุกล็อต ระบุ วันที่รับเข้า และวันหมดอายุ พนักงานจะได้รู้ว่าควรหยิบล็อตไหนก่อน

ตัวอย่างฉลาก: รับเข้า: 01/04/2026 | หมดอายุ: 30/06/2026 | ล็อต: A001

วิธีที่ 3: ใช้ระบบ POS ที่มี FIFO อัตโนมัติ

วิธีที่แม่นยำและสะดวกที่สุด คือใช้ซอฟต์แวร์จัดการสต็อกที่ระบบจะจับคู่การขายกับล็อตสินค้าตาม FIFO ให้อัตโนมัติ ทำให้รายงานต้นทุนและกำไรถูกต้องทุกบิล

ตัวอย่างการคำนวณ FIFO จริง

สมมติร้านขายน้ำมันพืช มีสต็อก 2 ล็อต:

ล็อตวันรับเข้าจำนวนต้นทุน/ขวดรวม
ล็อต A1 มี.ค.50 ขวด฿45฿2,250
ล็อต B1 เม.ย.50 ขวด฿50฿2,500

ลูกค้าสั่ง 60 ขวด — ระบบ FIFO จะใช้ล็อต A ก่อน 50 ขวด แล้วตัดล็อต B อีก 10 ขวด:

ล็อตจำนวนที่ขายต้นทุน/ขวดต้นทุนรวม
ล็อต A (หมดก่อน)50 ขวด฿45฿2,250
ล็อต B (ตัดเพิ่ม)10 ขวด฿50฿500
รวมต้นทุน 60 ขวด60 ขวดเฉลี่ย ฿45.83฿2,750

ถ้าขายที่ 70 บาท/ขวด กำไรรวม = (70 × 60) − 2,750 = ฿1,450 และรายงานกำไรจะถูกต้องเพราะใช้ต้นทุนจริงต่อล็อต

ข้อดีและข้อเสียของ FIFO

ข้อดีข้อเสีย
ลดของเสีย/หมดอายุต้องบันทึกข้อมูลล็อตอย่างสม่ำเสมอ
ต้นทุนสินค้าแม่นยำถ้าราคาขึ้นเร็ว กำไรอาจดูสูงเกินจริงชั่วคราว
สต็อกคงเหลือสะท้อนราคาตลาดซับซ้อนกว่า Average Cost
ถูกต้องตามมาตรฐานบัญชีสากลต้องใช้ซอฟต์แวร์หรือระบบที่รองรับ
ลดข้อพิพาทเรื่องคุณภาพสินค้า

ร้านค้าแบบไหนควรใช้ FIFO?

FIFO เหมาะกับทุกร้านที่ขายสินค้ามีวันหมดอายุ หรือสินค้าที่คุณภาพลดลงตามเวลา:

  • ร้านชำ / ร้านของชำ (อาหาร เครื่องดื่ม)
  • ร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store)
  • ร้านขายยาและเวชภัณฑ์
  • ร้านเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
  • ร้านอาหารและคาเฟ่ (วัตถุดิบ)
  • ร้านค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค

แม้แต่ร้านที่ขายสินค้าไม่มีวันหมดอายุ เช่น เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า การใช้ FIFO ก็ยังช่วยให้คำนวณกำไรได้แม่นยำกว่า เพราะราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงตามเวลา

FIFO กับระบบ POS อัตโนมัติ

ปัญหาของการทำ FIFO ด้วยมือคือความผิดพลาดจากมนุษย์ พนักงานอาจหยิบสินค้าผิดล็อต หรือลืมบันทึกการรับสินค้า ระบบ POS ที่มีฟีเจอร์ FIFO จะ:

บันทึกล็อตสินค้าทุกครั้งที่รับเข้าคลัง พร้อมต้นทุนและวันหมดอายุ
ตัดสต็อกตาม FIFO อัตโนมัติเมื่อมีการขาย ไม่ต้องคิดเอง
แสดงรายงานกำไรต่อบิลโดยใช้ต้นทุนล็อตจริง ไม่ใช่ราคาเฉลี่ย
แจ้งเตือนสินค้าใกล้หมดอายุ เพื่อลดราคาหรือโปรโมตก่อนของเสีย
ติดตามว่าสินค้าล็อตไหนถูกขายไปบิลใด เพื่อ trace ปัญหาได้

คำถามที่พบบ่อย

Q: ร้านเล็กๆ จำเป็นต้องใช้ FIFO ไหม?

A: ถ้าขายสินค้ามีวันหมดอายุ ควรใช้ครับ แม้ร้านเล็ก การสูญเสียจากของหมดอายุสะสมทุกเดือน ถ้าทำด้วยมือแบบง่ายๆ ก็พอ แต่ถ้ามีระบบ POS จะสะดวกกว่ามาก

Q: FIFO กับการคิดภาษีมีความสัมพันธ์กันอย่างไร?

A: กรมสรรพากรยอมรับทั้ง FIFO และ Average Cost แต่ต้องใช้วิธีเดียวกันตลอด ไม่ควรสลับวิธีกลางปี เพราะจะทำให้ต้นทุนสินค้าในงบไม่สอดคล้องกัน

Q: ถ้ารับสินค้าล็อตใหม่ที่ต้นทุนถูกกว่าล็อตเก่า ควรทำอย่างไร?

A: ยังคงใช้ FIFO เหมือนเดิม ขายล็อตเก่า (ต้นทุนแพง) ก่อน แล้วค่อยขายล็อตใหม่ (ต้นทุนถูก) ในรายงานกำไร ล็อตเก่าจะมีกำไรน้อยกว่า แต่นั่นคือความจริงตามต้นทุนจริง

Q: Costra รองรับ FIFO อย่างไร?

A: Costra มีระบบ Stock Lot ที่บันทึกต้นทุนแต่ละล็อต เมื่อขายสินค้า ระบบจะตัดล็อตเก่าก่อนอัตโนมัติ และแสดงรายงาน P&L โดยใช้ต้นทุน FIFO จริง ไม่ใช่ต้นทุนเฉลี่ย ทำให้รายงานกำไรแม่นยำกว่า

สรุป

FIFO เป็นหลักการจัดการสต็อกที่ช่วยลดของเสีย คำนวณต้นทุนได้แม่นยำ และทำให้รายงานกำไรถูกต้อง ร้านค้าที่ขายสินค้ามีวันหมดอายุโดยเฉพาะควรนำ FIFO มาใช้ตั้งแต่วันแรก

สิ่งที่ยากที่สุดของ FIFO คือการทำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งระบบ POS ที่ดีจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้โดยทำให้เป็นอัตโนมัติ

Costra POS — FIFO อัตโนมัติ แจ้งเตือนใกล้หมดอายุ

บันทึกล็อตสินค้า ตัดสต็อก FIFO อัตโนมัติ รายงานกำไรใช้ต้นทุนจริง ไม่ต้องคิดเอง

เริ่มต้นฟรี — ไม่มีค่าใช้จ่าย